.

***อนิจา วาสนา ไพร่***

เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา

สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี

ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน

ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี

อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง

คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน

โดย ยรรยง ลูกชาวดิน
7 / มีนาคม / 2553
........

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

: นิรโทษกรรมสากลร้อง"มาร์ค"สอบสวนเหตุการณ์ไม่สงบอย่างเป็นธรรม แนะเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่มาข่าว
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1276346856&grpid=01&catid =
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า
องค์การนิรโทษกรรมสากลได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เวชชาชีวะรับประกันว่า องค์การนิรโทษกรรมสากลได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับประกันว่า
การสอบสวนถึงเหตุการณ์ไม่สงบที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยจะดำเนินไปอย่างเป็นอิสระและยุติธรรมนอกจากนี้ การสอบสวนถึงเหตุการณ์ไม่สงบที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยจะดำเนินไปอย่างเป็นอิสระและยุติธรรม นอกจากนี้
รัฐบาลไทยยังควรประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันที รัฐบาลไทยยังควรประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันที


"ความเป็นอิสระถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญสูงสุดต่อความน่าเชื่อถือของการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น" "ความเป็นอิสระถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญสูงสุดต่อความน่าเชื่อถือของการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น"
นายเคลาดิโอคอร์โดเน่เลขาธิการทั่วไปขององค์การนิรโทษกรรมสากลระบุในจดหมายที่ยื่นถึงผู้นำรัฐบาลไทย นายเคลาดิโอ คอร์โดเน่ เลขาธิการทั่วไปขององค์การนิรโทษกรรมสากล ระบุในจดหมายที่ยื่นถึงผู้นำรัฐบาลไทย
และว่าการสอบสวนครั้งนี้ควรเป็นอิสระจากคู่ขัดแย้งในเหตุการณ์ไม่สงบดังกล่าว และว่าการสอบสวนครั้งนี้ควรเป็นอิสระจากคู่ขัดแย้งในเหตุการณ์ไม่สงบดังกล่าว


"การสอบสวนต้องมีความยุติธรรมและทำการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ระบุว่า "การสอบสวนต้องมีความยุติธรรม และทำการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ระบุว่า
ทั้งสองฝ่ายต่างมีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน"จดหมายฉบับนี้ระบุ ทั้งสองฝ่ายต่างมีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน" จดหมายฉบับนี้ระบุ


แม้นายคณิต ณ นครอดีตอัยการสูงสุดในฐานะประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ แม้นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ
และค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติจะระบุว่าคณะกรรมการชุดนี้มีจุดหมาย และค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ จะระบุว่าคณะกรรมการชุดนี้มีจุดหมาย
ในการค้นหาข้อเท็จจริงมากกว่าการแสวงหาผู้ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในการค้นหาข้อเท็จจริงมากกว่าการแสวงหาผู้ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่องค์การนิรโทษกรรมสากลกลับกระตุ้นให้การสอบสวนของคณะกรรมการที่มีนายคณิตเป็นประธาน แต่องค์การนิรโทษกรรมสากลกลับกระตุ้นให้การสอบสวนของคณะกรรมการที่มีนายคณิตเป็นประธาน
ดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นทั้งจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นทั้งจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มคนเสื้อแดง


นอกจากนี้องค์การนิรโทษกรรมสากลยังเห็นว่าการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นเวลานาน 2 เดือน นอกจากนี้ องค์การนิรโทษกรรมสากลยังเห็นว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเวลานาน 2 เดือน
ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังจะทำให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ยังจะทำให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
ทั้งนี้ พ.ร.ก. ดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างล้นเกินและคลุมเครือในการเซ็นเซอร์ ทั้งนี้ พ.ร.ก.ดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างล้นเกินและคลุมเครือในการเซ็นเซอร์
ซึ่งส่งผลให้การแสดงความคิดเห็นบางประการของผู้คนในสังคมต้องถูกลงโทษโดยรัฐบาลไทยได้ปิดเว็บไซต์ไปแล้ว ซึ่งส่งผลให้การแสดงความคิดเห็นบางประการของผู้คนในสังคมต้องถูกลงโทษ โดยรัฐบาลไทยได้ปิดเว็บไซต์ไปแล้ว
อย่างน้อย 1.500 แห่งทั้งยังปิดสถานีวิทยุชุมชนสถานีโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลอีกด้วย อย่างน้อย 1,500 แห่ง ทั้งยังปิดสถานีวิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลอีกด้วย


มันกล้า ‘ยึดทรัพย์’ ...พระเจ้าแผ่นดิน!!!

โพสต์21 ก.พ. 2553, 21:55โดยยรรยง ลูกชาวดิน

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มื่อสัปดาห์ก่อน ผมเขียนบทความชื่อ ‘ถอดเจ้า’- ‘ริบทรัพย์’!!! ได้มีท่านผู้อ่านใช้ชื่อ คุณ พิงบุญ โพสออกความเห็นเข้ามา ว่า
....อ่านแล้วได้เตือนความจำอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่ากลุ่มไหนเข้ามามีอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองไทย พวกเขาก็ต้องพยายามกำจัด ลิดรอน ทอนอำนาจ กลุ่มอำนาจเก่ากันทั้งนั้น ไม่ว่ากลุ่มเก่าจะเป็นเจ้า เป็นไพร่ เป็นทหาร หรือพลเรือน ไม่มีใครหนีพ้น ถูกตามล้าง ตามเช็ด ถอนราก ถอนโคน ดูหมิ่น เหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หาก "สักหน้า" ได้ก็คงทำ
เป็นวงจรอุบาทว์ที่หมุนอยู่กลางแสกหน้าสังคมไทยมาตลอดเวลาหลายร้อยปี ตราบจนถึงปัจจุบัน...
โดยคุณ
พิงบุญ
ได้อ่านแล้ว เลยอดไม่ได้ต้องเขียนบทความ ต่อจากที่ได้แสดงไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อขยายความให้ท่านผู้อ่าน ได้พบกับเรื่องราวที่คาดไม่ถึง จากการกระทำของฝ่ายคณะราษฎร ได้ทำสิ่งที่คนไทยไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือ
การฟ้องยึดทรัพย์...พระเจ้าแผ่นดิน!
เมื่อผู้นำเก่าของประเทศเดิม ต้องออกนอกประเทศเพราะถูกโค่นอำนาจ ด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร ส่วนใหญ่แล้วการถูกจองล้างจองผลาญ โดยฝ่ายที่ยึดอำนาจ เป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่มากนักที่คนที่เป็นอดีตผู้นำ ต้องออกจากนอกประเทศตอนไม่ได้มีตำแหน่ง เช่น
นายปรีดี พนมยงค์ ตอนที่หนีออกนอกประเทศไปตอนนั้น ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เขาได้ก่อการยึดอำนาจ (ที่เรียกกันว่า “กบฏวังหลวง”) โดยแต่งเครื่องแบบทหารเรือ ติดหนวดเครา บุกเข้าไปในวังหลวง นั่งบัญชาการยึดอำนาจที่นั่น แต่ล้มเหลวหมดท่า แค่โดนฝ่ายรัฐบาลเอารถถังวิ่งชนประตูวังเข้าไป โครมเดียวเท่านั้น นายปรีดีฯตกใจขึ้เยี่ยวแทบเล็ด เผ่นหนีกระเซอะกระเซิง ออกนอกประเทศไปพำนักอยู่ที่เมืองจีนพักหนึ่ง แล้วก็ลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส จนตายลงที่นั่น
จอมพลคนปีไก่ ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลายสมัย ถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อการรัฐประหาร เพราะไม่พอใจที่จอมพล ป. มีทีท่าว่าจะยึดกองสลาก ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ฯ เป็นประธานกรรมการบริหารอยู่ โดย พ.ต.อ.จำรัส มังคลารัตน์ (ต่อมาเลื่อนยศเป็น พล.ต.อ.) ซึ่งเป็นผู้กำกับการกองกำกับการตำรวจ นครบาลที่ 2 ชนะสงคราม ไปจับลอตเตอรี่ชุด 2 เข้าให้ เป็นการทุบหม้อข้าวของจอมพลนักรักเข้าตูมใหญ่ อย่างนี้มันก็อยู่ร่วมแผ่นดินกันไม่ได้แล้ว
ต้อง ‘ปฏิวัติ’ มันซะ!
จอมพล ป.ต้องขับรถทันเดอร์เบิร์ดไปทางด้านตะวันออก หนีข้ามแดนเข้าไปในเขมร แล้วไปลี้ภัยต่อที่ญี่ปุ่น และเสียชีวิตที่นั่น
ส่วนผู้กำกับจำรัส มังคลารัตน์ จับเก่งนัก เลยต้องกระเด็นกระดอนออกหัวเมืองไปอยู่โคราชซะเลย แต่ความที่เป็นคนมีฝีมือ ต่อมาท่านก็ขึ้นเป็น “เจ้าพ่อตำรวจภูธร” ได้สำเร็จ

content/picdata/203/data/01.jpg

ารจองล้างจองผลาญกันในทางการเมืองนั้น ปรากฏชัดในความพยายามของพวกหัวรุนแรง ที่ยังอยู่ในคณะของผู้ยึดอำนาจนั้น ผมได้นำเรื่องความพยามในการ ‘ยึดทรัพย์’ และ ‘ถอดเจ้า’ มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ในบทความเรื่อง ‘ถอดเจ้า’- ‘ริบทรัพย์’!!! ตอนที่แล้ว แต่เรื่องก็ไม่ได้หยุดกันเพียงแค่นั้น
วันนี้จึงถือโอกาสมาเล่าต่อ เพื่อให้ท่านผู้อ่านคนรุ่นหนุ่มสาว ได้รับทราบทั่วกัน ดังต่อไปนี้
ฝ่ายก่อการผู้กุมอำนาจได้แล้ว ยังได้พยายามกระทำการ อันเป็นการมุ่งร้าย และมีผลกระทบต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทำให้เรามองเห็นถึงความอาฆาตมาดร้าย ของฝ่ายผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง คงเป็นเพราะคนพวกนี้ เกรงว่าราษฎรอาจหันกลับมา หนุนให้มีการปกครองในระบอบเก่า คือระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) กันอีกครั้ง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว
ผลร้ายคงตกกับฝ่ายผู้ก่อการ เป็นแน่แท้!
การที่ ร.7 ทรงถามเรื่อง ‘ถอดเจ้า’- ‘ริบทรัพย์’ ทำให้กระแสข่าวลือเรื่องนี้จึงลดลง และยังมีผลให้ความต้องการโค่นพระราชวงศ์แบบถอนรากถอนโคน ของฝ่ายหัวรุนแรงในคณะผู้ก่อการ ไม่สัมฤทธิ์ผล แต่การจองเวรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยบุคคลในคณะดังกล่าว ก็ยังดำเนินการต่อไปไม่หยุดยั้ง และนำไปสู่เรื่องการฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ
ขออธิบายให้พอเข้าใจได้ ดังนี้

ก่อนการยึดอำนาจ พ.ศ. 2475 ได้ปัญหาสะสมมาจากสถานการณ์ของโลก เพราะหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจของโลกก็เข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Great Recession คลาดหุ้นสหรัฐพังพินาศ ผู้คนตกงานกันมากมาย ผลขอการถดถอยทางเศรษฐกิจสหรัฐ ก็มีผลกระทบกว้างไกลไปทั่วโลก
ไทยเราแม้เป็นประเทศเล็กๆก็ได้รับผลกระทบด้วย พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ต้องทรงแก้ไขปัญหา ด้วยการปรับดุลยภาพ ต้องให้ข้าราชการออกจากงาน เพื่อลดงบประมาณ จนมีศัพท์แสงขึ้นมาใหม่ คือคำว่า “ถูกดุน” หมายถึงถูกพิษของดุลยภาพ

เหมือนถูก ‘ดุน’ จากทางด้านหลัง... ‘ให้ออก’ จากราชการนั่นเอง!
ตรงนี้ก็นำมาซึ่งความไม่พอใจ กับหมู่ข้าราชการที่ ‘ถูกดุน’แต่โดยเฉพาะข้าราชการทหาร ทั้งได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ สำหรับการก่อการเข้ายึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ และเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475
หากมองด้วยสายตาที่ไม่มีอคติกับฝ่ายใด ในตอนนั้นประเทศของเรา อยู่ในฐานะยากลำบาก เรื่องดุลยภาพด้วยการตัดทอนงบประมาณ เป็นความจำเป็นของชาติ ซึ่งต้องตัดทอนรายจ่ายทุกๆด้านลง
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในฐานะพระมหากษัตริย์ ก็มิได้ทรงเอาเปรียบราษฎร ทรงตัดทอนเงินที่ได้รับจากงบประมาณ จาก 6 ล้านบาทต่อปี ลงเหลือเพียง 3 ล้านบาทเท่านั้น
ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และทรงอำนาจอย่าง สมเด็จกรมพระนครสวรรค์ ซึ่งเคยได้รับพระราชทานเงินเดือนปีละ 100,000 บาท ถูกตัดเหลือเพียง 40,000 บาท ต่อปีเท่านั้น
(เฉพาะค่าอาหารเลี้ยงคนในวังที่มีจำนวน 2-3 ร้อยคน ก็ตกวันละ 100 บาท เข้าไปแล้ว)
หลังการยึดอำนาจ ยังคงมีความขัดแย้งระหว่าง ร.7 กับคณะราษฎรยังคงมีอยู่ เพราะทรงไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะให้มีบทเฉพาะกาล ให้คณะผู้ก่อการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเอาไว้ 10 ปี แล้วจึงเปลี่ยนการปกครองไปอยู่ในมือของพระชาชน
ฟังเท่านี้ท่านผู้อ่านคงจะเห็นได้ว่า ฝ่ายใดที่มีเหตุผลมากกว่ากัน!
มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมาในบ้านเมือง ได้มีราษฎรชื่อ นายถวัลย์ ฤทธิเดช ได้ฟ้องร้อง ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทำให้เจ้านายและข้าราชการที่จงรักภักดี ไม่พอใจอย่างยิ่ง เป็นต้นเหตุให้มีการแย่งชิงอำนาจจากฝ่ายคณะราษฎร แต่กระทำการไม่สำเร็จ เลยกลายเป็นกบฏที่เราเรียกกันว่า
“กบฏบวรเดช”
พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งทรงเป็นผู้นำในการก่อการครั้งนั้น เมื่อพ่ายแพ้ต่อกำลังของฝ่ายผู้ก่อการ ได้เสด็จหนีออกจากราชอาณาจักรไป แต่ก็ยังได้เสด็จกลับประเทศ เมื่อได้รับการพระราชอภัยโทษ ก็เป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปีทีเดียว
หลังจากเกิดกบฏแล้วนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พร้อมพระราชินี ได้เดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปรับการรักษาพระเนตร เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2476

ในวันที่เสด็จจากพระนครไปนั้น ไม่มีแม้แต่กองทหารรักษาพระองค์ที่เคยถวายความจงรักภักดี ไปส่งเสด็จที่พระราชวังสวนจิตรลดา คงมีเพียงแถวของนักเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวนร้อยกว่าคน ไปส่งเสด็จในวันนั้น และทรงเสด็จพระราชดำเนินตรวจแถวนักเรียนช้าๆ ก่อนจะเสด็จจากพระนครไป และไม่ได้เสด็จกลับ ‘สยาม’ แผ่นดินที่พระราชบรรพบุรุษของพระองค์ ทรงสร้างประเทศขึ้นมา ด้วยพระวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่งอีกเลย
ความขัดแย้งระหว่าง ร.7 และรัฐบาลดำเนินไปจนถึงขั้นแตกหัก พระองค์ทรงลาออกจากราชสมบัติในที่สุด เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477 เวลา 13 นาฬิกา 45 นาที!
เมื่อทรงลาออกไปแล้ว รัฐบาลไม่รอช้าที่จะออกพระราชบัญญัติ เพื่อจัดการทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งจะยึดเอา “พระคลังข้างที่” (เงินสะสมของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี สืบมาแต่รัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงค้าขายเก่งมาก่อนครองราชย์ และได้ทรงนำเงินนั้นใส่ “ถุงแดง” ไว้ข้างแท่นพระบรรทม จึงเรียกว่า “พระคลังข้างที่”...วาทตะวัน) โดยออกเป็นกฎหมายชื่อว่า “พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479” และเริ่มใช้บังคับตั้งแต่ 15 มิถุนายน 2479 เป็นต้นมา
พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้แยกทรัพย์สินหรือสิทธิ ออกเป็นสองส่วนคือ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” และ “ทรัพย์สินส่วนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน”
ปัญหาการฟ้องร้องเกิดขึ้น เมื่อผู้ก่อการกลุ่มหนุ่มในตอนนั้นซึ่งอยู่ภายใต้การนำของ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ที่จ้องมอง ‘ถุงเงิน’ อย่าง ‘พระคลังข้างที่’ ตาเป็นมัน ด้วยความมุ่งหมายที่จะยึดเอามาเป็นของรัฐ เพื่อนำมาเป็นทุนในการจัดระบอบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (แต่ถูกวิจารณ์ว่า “คอมมิวนิสต์” ต้องแก้ตัวกันพัลวัน!) ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบบัญชีพระคลังข้างที่ ซึ่งต้องเปลี่ยนแปลงฐานะ มาอยู่ในกำกับดูของกระทรวงการคลัง ตามกฎหมายใหม่ ที่ว่าด้วยการจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ปรากฏว่าคณะกรรมการชุดนี้ ได้พบเงินหายไปหลายรายการ ซึ่งเป็นเงินที่ฝากไว้ในนามของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าหลวง ในธนาคารของต่างประเทศ
รัฐบาลของฝ่ายผู้ก่อการได้ยื่นฟ้อง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นจำเลยที่ 1 และสมเด็จพระนางเจ้า รำไพพรรณี เป็นจำเลยที่ 2 ให้ชดใช้เงินแก่กระทรวงการคลัง เป็นจำนวนทั้งสิ้น 6,272,712 บาท 92 สตางค์ (หกล้านสองแสนเจ็ดหมื่นสองพันเจ็ดร้อยสิบสองบาท เก้าสิบสองสตางค์)
การฟ้องร้องครั้งนี้ ช็อกประชาชนคนไทยทั้งประเทศตกตะลึงพรึงเพริด เพราะไม่มีใครคาดคิดเลย ว่า
รัฐบาลนั้นจะทำอัปรีย์ ถึงขั้นฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ของชาติ...ได้ลงคอ!
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ โจทก์คือกระทรวงการคลัง ได้ขอให้ศาลสั่งยึดทรัพย์จำเลยระหว่างการพิจารณาไว้ก่อนด้วย โดยอ้างเหตุผลคือ

เกรงจำเลยทั้งสอง จะยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน!!
อธิบดีศาลแพ่ง คุณพระสุทธิอรรถนฤมนต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งในเวลานั้นมีคำสั่งว่า “ไม่อนุญาต” ตามคำร้องของโจทก์ ที่ขอยึดทรัพย์จำเลยไว้ระหว่างการพิจารณา
แต่ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ....
หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในคอนนั้น มีคำสั่งย้ายพระสุทธิอรรถนฤมนต์ ขึ้นไปดำรงตำแหน่งในศาลฎีกาเอาดื้อๆ
แต่ยังครับ ยังไม่ใช่แค่นั้น...เพราะยังมีดาบสองตามมาอีก
ที่น่าตกใจมากๆก็คือ ไม่กี่เดือนถัดมา ได้มีคำสั่งให้คุณพระสุทธิอรรถนฤมนต์ ออกจากราชการฐาน...รับราชการนาน!

นี่คือความระยำ ของฝ่ายผู้ถืออำนาจ...รังแกผู้พิพากษา!!

(คุณพระสุทธิอรรถนฤมนต์ ต้องออกจากราชการไปนานกว่า สี่ปี ก่อนมีคำสั่งจากรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ให้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง)
เมื่อย้ายคุณพระสุทธิอรรถนฤมนต์ได้แล้ว ความพยายาม ของรัฐบาลโดยผู้ก่อการกลุ่มหนุ่ม ในการเข้ายึดทรัพย์ของพระมหากษัตริย์ ก็สัมฤทธิผล โดย น.อ.หลวงกาจสงคราม รัฐมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมการตรวจ
รับงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจบัญชีด้วย ได้นำเจ้าหน้าที่กองหมายของศาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอีกหนึ่งโขยง บุกเข้าวังสุโขทัย เพื่อทำการปิดหมายยึดทรัพย์
...คนพวกนี้กลับรู้สึกผิดหวังเป็นอันมาก เพราะพวกเขาคิดว่าจะได้พบเงินทองและทรัพย์สินมีค่ามหาศาล กลับผิดหวังเป็นที่สุด เพราะทรัพย์สินทั้งหมด รวมอสังหาริมทรัพย์คือตัววังสุโขทัยด้วย ก็มีมูลค่าเพียง 3 ล้านกว่าบาทเท่านั้น
การพิจารณาคดีดำเนินไปหลายปี จนกระทั่งในที่สุดศาลได้มีคำสั่ง ตามคดีหมายเลขดำที่ 242/2482 คดีหมายเลขแดง ที่ 404/2484 ลงวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2484 (พิพากษาหลังสวรรคตแล้ว)
ให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นจำเลยที่ 1 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี จำเลยที่ 2
เป็นฝ่ายแพ้คดี!
วั
นนี้ ผมยกเรื่องราวในอดีตให้คนเห็น ว่าหลังการยึดอำนาจแล้ว การจองล้างจองผลาญกันในทางการเมืองก็เกิดขึ้น
แม้แต่ ‘พระเจ้าแผ่นดิน’ ...พวกมันก็ยังไม่เว้น!
ดังนั้น กรณี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น ไม่ได้มีฐานะสูงส่ง เป็นเพียงเด็กบ้านนอก ลูกชาวบ้านเหมือนคนไทยทั่วๆไป แต่ได้ต่อสู้ชีวิตมาจนมีฐานะดี และมาจากการเลือกตั้งซึ่งประชาชนลงคะแนนเสียงข้างมาก ให้เข้ามาบริหารประเทศเพียงพรรคเดียว เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ชาติ แต่กลับถูกรัฐประหารโดยการใช้กำลังทหาร
จึงไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกอะไร ที่แม้จะหมดอำนาจวาสนาไป ก็ยังถูกจองล้างจองผลาญกัน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด!
ขนาดองค์พระมหากษัตริย์เจ้าชาวไทย ไอ้พวกที่ยึดอำนาจไปมันก็ยังไม่ยอมเลิกละ
แถมยังฮึกเหิมถึงขั้น...ฟ้องร้องพระเจ้าแผ่นดิน!!
...ตัวอย่างก็มี ที่แสดงให้เห็นแล้ว!

ดูจะเป็นสัจธรรม ที่ไอ้พวกใช้ปืน ใช้กำลังเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ แต่พอได้เสวยอำนาจแล้ว มันก็ทำอัปรีย์ทันทีทันใด โดยเฉพาะการ ‘ปล้น’ เอาเงินหลวงไป โดยอ้างว่าเป็นค่าเคลื่อนกำลังทำรัฐประหาร และมันก็ต้องทำทุกอย่าง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจเดิม มีโอกาสกลับเข้ามาชำระสะสาง สิ่งที่พวกมันก่อเอาไว้นั่นเอง
ฉะนั้น ผู้ที่ยึดอำนาจอย่าง ‘ไอ้บัง กบฏ’ มันก็ต้องพึ่งหัวคิดของ ‘ไอ้มีชัย กบาลใส’ นักกฎหมายตัวแสบ ที่ผมเรียกว่า Butler Lawyer ในคอลัมน์ “จดหมายฟ้องโลก” เพราะไอ้ตัวนี้มันถนัดทางทำมาหารับประทาน กับพวกยึดอำนาจมายาวนาน จนรู้ทุกซอก ทุกหลืบของการร่างกฎหมายแบบ...
กดหัวกบาลชาวบ้าน สนองไอ้พวกยึดอำนาจ!
มันแนะให้เอากลุ่มคนที่ชาวบ้านเขารู้กันทั่วว่า เป็นศัตรูของทักษิณ รวมเป็นแก๊ง ค.ต.ส. ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือของฝ่ายรัฐประหาร ไล่สอบสวนหาความผิดกับคุณทักษิณและครอบครัว

คนไทยจำนวนมาก เขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะ กระบวนการสอบสวน ไม่ชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น เอากระบวนการไม่ชอบในการสอบสวน ไปผูกกับกระบวนการที่ชอบในชั้นอัยการและศาล ซึ่งไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ยังใช้บังคับอยู่ อันไม่เป็นการดำเนินการ “ศุภนิติกระบวน” (Due Process) ทำลายสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง!
นานาอารยะประเทศ...ไม่ยอมรับเด็ดขาด!!
ผู้พิพากษาศาลฎีกาบางท่าน ก็แสดงความองอาจ กล้าหาญ ไม่ยอมรับอำนาจของพวกถือปืนเข้ามายึดเอาอำนาจของประชาชน อย่าง ท่านกีรติ กาญจนรินทร์ เป็นต้น

เวาลาผ่านไปหลายปีดีดัก ไอ้พวก ค.ต.ส. มันกลับไม่มีปัญญาที่จะพิสูจน์ให้ได้ว่า ทักษิณ ‘โกง’ เจ๋งๆ แม้แต่เพียงเรื่องเดียว
เมื่อยังไม่สามารถพิสูจน์ว่า คุณทักษิณได้กระทำความผิดอาญาในข้อหาคอรัปชั่นได้ชัดเจน ไอ้พวก ค.ต.ส.ที่รับใช้เผด็จการมันก็เลยจำเป็นต้องใช้วิธีตีขลุม โดยตัดบทเอาเรื่อง ‘ร่ำรวยผิดปกติ’ มาเป็นข้ออ้าง
ส่งฟ้องให้ยึดทรัพย์กันเลย!
ทั้งๆที่หลักฐานทางราชการ โดยเฉพาะฝ่ายตรวจสอบทรัพย์สิน ของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ปรากฏชัดเจนแจ๋วแหวว ไร้ข้อกังขา ว่า

ก่อนเล่นการเมืองนั้น คุณทักษิณฯและครอบครัว เขาทำมาหากินตามประสาชาวบ้านทั่วไป เสียภาษีให้รัฐก็นับหมื่นล้าน แต่ทรัพย์สินที่แจ้งกับทางการเมื่อปี พ.ศ.2537 ก็มีมูลค่าเกินครึ่งแสนล้านอยู่แล้ว!!
ขอปิดท้ายบทความ ด้วยท่อนท้ายของบทเพลง “เมืองกังวล” ที่สถานี
วิทยุทหารชอบเปิดกันนัก ซึ่งสอนใจผู้คนได้ดีนักหนา ว่า
เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่เอย !!!

..................

****ท้ายบท
ท่านผู้อ่าน ที่ต้องการทราบถึงกระบวนการยุติธรรมอันบิดเบี้ยวของบ้านเรา ในการจองล้างจองผลาญทักษิณ โปรดเข้าไปอ่านต่อใน 2 คอลัมน์สำคัญ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกัน และได้รับความสนใจจากท่านผู้อ่านเป็นจำนวนมาก คือ
1. ไทยกับกระบวนการ ‘ไม่’ ยุติธรรม อันน่าอับอาย!!! (จำนวนผู้อ่านแล้วร่วมครึ่งหมื่นราย) http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=186
2. จดหมายฟ้องโลก!!! (จำนวนผู้
อ่านแล้วเกือบหนึ่งหมื่นสองพันราย) http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=187
สำหรับจดหมายฟ้องโลก ได้แพร่หลายไปสู่สถานทูตทุกประเทศ ผู้นำชาติต่างๆ สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงทางกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ
อ่านแล้วท่านจะเข้าใจถึงความ ‘ไม่ยุติธรรม’ ที่แผ่ปกคลุมบ้านเมืองของเรา และสร้างปัญหาความแตกแยก ร้าวลึก ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนมาได้...ตราบจนกระทั่งถึงวันนี้!!!

ด้วยความเคารพ
วาทตะวัน

กลียุค ... กลียุค ...กลียุค ... และกลียุคแล้วหรือเมืองไทย

โพสต์22 ก.พ. 2553, โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

กลียุค (อักษรเทวนาครี: कली युग) คือหนึ่งในช่วงเวลาในสี่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งอธิบายไว้ในคัมภีร์ฮินดู โดยมียุคอื่นอีกได้แก่ สัตยยุค เตรตายุค และทวาปรยุค ซึ่งทั้ง 4 ยุครวมกันเรียกว่ามหายุค กลียุคมีอายุ 432,000 ปี การตีความคัมภีร์ฮินดูว่าปัจจุบันนี้โลกอยู่ในกลียุคมีคนเชื่อมากที่สุด การตีความคัมภีร์ฮินดูแบบอื่นๆ เชื่อว่าโลกอยู่ในช่วงเริ่มทวาปรยุค โดยทั่วไปแล้วกลียุคก็คือยุคมืดเพราะผู้คนห่างเหินจากพระเจ้าอย่างถึงที่สุด ตามคติของศาสนาพราหมณ์ เมื่อโลกมาถึงกลียุค เชื่อกันว่าพระศิวะ หรือพระอิศวร จะทรงเปิดพระเนตรดวงที่อยู่กลางหน้าผากขึ้น และโลกจะถูกทำลาย เพื่อคืนสมดุลของโลกให้เกิดการสร้างโลกขึ้นใหม่

ลักษณะของกลียุค

ผู้ปกครอง

ในกลียุคผู้ปกครองบ้านเมืองจะเป็นผู้เหลวไหลไม่มีเหตุผล และจัดเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรม ผู้ปกครองจะไม่เห็นว่าการส่งเสริมทางด้านจิตวิญญาณเป็นหน้าที่อีกต่อไป ผู้ปกครองจะทำตัวเป็นอันตรายต่อโลก ผู้คนจะเริ่มค้นหาและอพยพไปยังประเทศที่มีข้าวสาลีและข้าวบาเลย์เป็นอาหารหลัก

ความสัมพันธ์ของผู้คน

ความโลภและความโกรธแค้นจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา ผู้คนจะแสดงความเกลียดชังไปต่อผู้อื่นอย่างเปิดเผย

สภาพอากาศและธรรมชาติ

เมื่อดอกไม้ออกในดอกไม้ ผลไม้ออกในผลไม้ เมื่อนั้นกลียุคมาถึงกาลอวสาน และเมื่อเมฆเทฝนลงมาอย่างไม่มีฤดูกาล เมื่อนั้นจุดจบของกลียุคมาใกล้แล้ว

..................

บ้านเมืองขอไทยเราทุกวันนี้มันคง กลียุค กลียุคยุคแห่งความวิบัติ แล้วเป็นแน่แท้

>> ยรรยง ลูกชาวดิน 22 /กพ /53 <<


ภารกิจยึดทรัพย์ที่ยังไม่จบ ...อยู่ที่ไหนบ้างใครเอาไปบ้างต้องตามคืนให้หมดจึงจะชอบธรรม

โดย ยรรยง ลูกชาวดิน โพสต์28 ก.พ. 2553, 14:19

…………….เว้นว่างไปหนึ่งวันที่ไม่ได้เข้ามาเขียนอะไร ขอเก็บข่าวดีมาลงทวนเหตุการณ์สักนิดหนึ่ง

ก่อนจะเล่าเรื่องยึดหรือปล้นทรัพย์ตามที่คนไทยทั้งหลายเขากังขา

ข่าวข้อความจาก TV5ONEWS ส่งมายังมือถือ

…………………..

ในหลวงทรงย้ำให้ตุลาการศาลปกครองฯผดุงความยุติธรรมเป็นกลางนำภาชาติสงบ

ผู้ส่ง TV5ONEWS 20:19:06

25/01/22010

…………………….

ในหลวงทรงย้ำให้ผู้พิพากษายึดมั่นและรักษาความยุติธรรมจะช่วยให้ ปท.สงบสุข

ผู้ส่ง TVONEWS

20:17:50

01/02/2010

……………………………

ศาลเสียงข้างมากลงมติยึดทรัพย์ทักษิณจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ที่เหลือคืน

21.20 น. 26กพ. ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้เงินที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ คุณหญิง พจมาน ณ.ป้อมเพชร คุ่สมรสได้จากขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปเปอร์เรชั่น จำกัดมหาชน และเงินปันผลของหุ่นบริษัทดังกล่าว เป็นจำนวนเงิน 46,373,687,454.70บาท

พร้อมทดดอกผลเฉพาะดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝาก ตกเป็นของแผ่นดิน และให้คืนเงินที่เหลือจำนวน 3 หมื่นกว่าล้าน เนื่องจากเป็นเงินที่ได้มาก่อนการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

……………………………

20.50 . ในหลวงเสด็จฯออกจากศิริราชพระพักตร์แจ่มใสกลับวังสวนจิตรลดาแล้ว

ผู้ส่ง TV5ONEWS 22:05:10

27/02/2010

……………………………….

คอลัมน์ชาวดิน

ทรัพย์สินของ ครอบครัวชิวัตร อยู่ที่ไหนบ้าง...?ต้องตามยึดคืนให้หมด

หลังจากที่ได้ฟังคำตัดสินของ

ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

มีคำพิพากษาให้เงินที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ คุณหญิง พจมาน ณ.ป้อมเพชร คุ่สมรสได้จากขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปเปอร์เรชั่น จำกัดมหาชน และเงินปันผลของหุ่นบริษัทดังกล่าว เป็นจำนวนเงิน 46,373,687,454.70บาท

โดยศาลอ้างอำนาจในการตัดสินตามคำประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในเมื่อทุกอย่างมั่นใจว่าทำถูกต้องแล้ว ผมเกรงว่าความบกพร่องจะเกิดขึ้นอีกในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะ ตามที่ให้เหตุผลตาม คปค. คตส.ปปช. หรือแม้แต่ ปชป.รัฐบาลในปัจจุบัน (เขาว่าเขาเป็น) แล้ว ผมเกิดความสงสัยในสิ่งที่ยังไม่ได้ยินคณะผู้พิพากษา และ ผู้ร่วมฟ้อง และยื่นคำร้องยึดทรัพย์ กล่าวถึงเงินหรือทรัพย์ส่วนหนึ่งที่อาจจะมี และเป็นทรัพย์สินที่ เป็นของครอบครัว ชินวัตร ตามที่มีการกล่าวหาว่าได้มาโดยมิชอบ

ดังนั้น คตส.ปปช. ควรจะสืบหาทรัพย์สินบางส่วนที่ บริจาค ไปช่วยเหลือสนับสนุนให้ มูลนิธิต่างๆ โครงการต่างๆ สถานสงเคราะห์ การบริจาค ทำบุญ ไม่ว่าจะเป็น ที่นำไปสมทบทุนสร้าง วัด ศาลา โรงเรียน ไม่เว้นแม่แต่การมอบให้ใครคนใดคนหนึ่งไปใช้ส่วนตัว ด้วย เพราะนั่นก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยการทำธุรกิจ ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ..เมื่อยึดไปส่วนหนึ่งแล้ว ก็ควรจะไปตามยึดมาให้หมดว่า ได้ให้ หรือ บริจาค ทำบูญ ไปกับใครบ้าง องค์กรไหนบ้าง มูลนิธิไหนบ้าง มิฉะนั้นแล้ว ทั้ง คตส.ปปช. และ ผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำคดีนี้จะมีความผิดมหันต์ ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือ ปฏิบัติโดยมิชอบ ผมขอย้ำว่า ต้องไปตามไปยึดคืนมาให้หมดครับ

เพื่อพิสูทธิ์ให้ประชาชนเห็นว่า พวกคุณไม่ 2 มาตรฐาน ไม่ว่าทรัพย์สินส่วนนั้นจะอยู่ที่ใดก็ควรเรียกคืนมาเข้าคลังหลวงให้หมดครับ และต้องกระทำอย่างโปร่งใสชี้แจงประกาศให้ประชาชนทราบโดยตลอด คตส.ปปช. ควรเรียกคนในครอบครัวชินวัตร มาสอบถามเพิ่มเติมว่า ได้ บริจาค ทำบุญ ทำทาน หรือมอบให้ใครไปใช้เป็นการส่วนตัวบ้าง แล้วเร่งดำเนินการยึดคืนโดยด่วน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ หวังว่า คตส.ปปช.และผู้เกี่ยวข้องคงมีน้ำยาทำได้นะครับ

เพื่อความสงบสุขของชาติ

. ยรรยง ลูกชาวดิน : 28/กพ/53 :

ปล.ต้องขออภัยหากบทความนี้พูดตรงเกินไป

ข้อมูลใหม่ ยึด "งัว-ค้วย"

โพสต์25 ก.พ. 2553, 21:58โดยยรรยง ลูกชาวดิน

บทความโดยคุณ รุ่งศิลา

คำแถลงจาตุรนต์ ฉายแสง กรณีคดียึดทรัพย์ทักษิณ

โพสต์24 ก.พ. 2553, 20:08โดย ยรรยง ลูกชาวดิน
[
อัปเดต 25 ก.พ. 2553, 2:44 ]

นายจาตุรนต์ ฉายแสง หัวหน้ากลุ่มไทยรักไทย
นายจาตุรนต์ ฉายแสง
























คำต่อคำ จาตุรนต์ ฉายแสง กรณีคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชี้ถ้าการตัดสินออกไม่ยุติธรรม-ขัดหลักนิติธรรม จะกระทบความเชื่อถือระบบยุติธรรมของประเทศอย่างรุนแรง อาจกลายเหตุสำคัญของความแตกแยกในสังคม เนื่องจากผู้คนจำนวนมากอาจไม่หวังพึ่งระบบและกฎหมายแต่หาทางออกโดยวิธีอื่น

หมายเหตุ - เมื่อเวลา 10.00 น. วานนี้ (23 ก.พ.) ที่โรงแรมเรดิสัน พระราม 9 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงข่าวกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่องในคดียึดทรัพย์ 7.6 พันล้านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดดังนี้

จาตุรนต์ - ที่ต้องให้ความเห็นในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่ามีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในกรณีนี้ และรู้สึกว่าเหมือนกับมีการรุมรังแกกันอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอด รวมทั้งเป็นห่วงว่า ถ้าการตัดสินนี้ออกมาไม่ยุติธรรมขัดกับหลักนิติธรรมจะกระทบต่อความเชื่อถือต่อระบบยุติธรรมของประเทศอย่างรุนแรง ทั้งจากสังคมไทย และจากประชาคมโลก ชนิดที่ยากจะกอบกู้กลับมาได้ และอาจจะกลายเป็นต้นเหตุ และพื้นฐานสำคัญของความแตกแยกในสังคมที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเดิม ชนิดที่ยากแก่การเยียวยา เนื่องจากผู้คนจำนวนมากไม่อาจจะพึ่งระบบ และกฎหมาย แต่หาทางออกโดยวิธีอื่น

ที่แสดงความเป็นห่วงอย่างนี้มีเหตุผลข้อเท็จจริงรองรับตลอด เพราะได้มีการชี้นำสังคม กดดันศาล แม้กระทั่งหมิ่นศาลอย่างชัดเจน เพื่อให้มีผลต่อการตัดสินคดี และทำลายล้างคู่ต่อสู้ทางการเมืองอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้เป็นการกระทำโดยรัฐบาล คนสำคัญคือรัฐบาล สื่อของรัฐ โดยสมคบร่วมมือกับอดีตคตส.บางคนและพันธมิตรฯ รัฐบาลได้พยายามโยงทุกเรื่องที่จะโยงได้เข้ากับคดียึดทรัพย์ ทั้งๆที่ไม่เป็นความจริง รัฐบาลยังได้พยายามสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นกับผู้ที่ตกเป็นจำเลย และผู้สนับสนุน โดยการกล่าวหาที่เป็นเท็จอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นรัฐบาลยังไม่วางตัวเป็นกลาง แสดงความเห็นในทางให้ร้าย และใช้สื่อของรัฐในการให้ข้อมูลด้านเดียวทุกวัน โดยไม่เปิดให้อีกฝ่ายหนึ่งให้ข้อมูล ทั้งๆที่เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

ตามหลักแล้วที่ถูกต้องแล้ว รัฐบาล และสื่อของรัฐจะต้องเป็นกลาง แต่ไม่ได้แสดงความเป็นกลางเลยอย่างต่อเนื่องทุกวันทุกคืน ส่วน คตส. ก็กระทำผิดประเพณีปฏิบัติ ผิดจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน หรืออดีตพนักงานสอบสวน แสดงความเห็นในทางให้ร้ายจำเลย ทั้งๆที่เรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ใช้ความเห็นแบบไม่ได้อิงหลักกฎหมายอย่างที่บอกว่า “วัวกินหญ้า” เป็นการพูดแบบไม่สอดคล้องหลักนิติธรรมเลย เหมือนอย่างที่พูดไปบ้างแล้วว่า เหมือนกับ “คนกินหญ้า”เสียมากกว่า

แต่ว่าการที่ยังพูดอย่างต่อเนื่อง ใช้สื่อของรัฐในการให้ร้ายจำเลยอย่างต่อเนื่องก็เปรียบเหมือนกับว่าประชาชนคนไทยทั้งประเทศกินหญ้ากันไปหมดแล้ว นอกจากนั้นในส่วนของพันธมิตรฯล่าสุด นอกจากพยายามให้ร้ายชี้นำกดดันศาล

ล่าสุดการพูดของพันธมิตรฯและพรรคการเมืองใหม่ ที่บอกว่ามีการใช้เงิน 5 พันล้านมาติดสินบนศาล และล่าสุดยังได้พูดเลวร้ายกว่านั้นมี 4 คนรับไปแล้ว เหลืออยู่คนเดียว การพูดว่า 4 คนรับไปแล้ว หรือติดสินบน 5 พันล้าน และมี 4 คนรับไปแล้ว ก็แสดงว่า เป็นการพูดว่า มีผู้พิพากษาอย่างน้อย 4 คนรับไปแล้ว อันนี้เป็นการพูดลักษณะหมิ่นศาลอย่างชัดเจน น่าแปลกว่า การพูดเหล่านี้ไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ทั้งๆที่เป็นหมิ่นศาลอย่างชัดเจน ก็เท่ากับว่า ผู้เกี่ยวข้องต้องการให้มีการพูดแบบนี้เพื่อกดดันศาล โดยทำให้สังคมคิดว่า ถ้าใครไม่วินิจฉัยยึดทรัพย์เท่ากับรับสินบน ถ้าใครวินิจฉัยยึดทรัพย์ก็ไม่รับสินบน ขณะนี้การพิจารณาคดีนี้จึงเป็นการพิจารณาคดีที่แปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ของการพิจารณาคดีทั้งหลายในประเทศไทย หรืออาจจะในโลกด้วย

รัฐบาลสร้างข่าวว่าจะเกิดความวุ่นวายเพื่อล้มคดี หรือเพื่อกดดันศาล ซึ่งก็ไม่เป็นความจริงมาตลอด แต่ในความเป็นจริงกลับปรากฏว่า ขณะนี้ล้อมๆ ศาลมีเครื่องขยายเสียงหลายสิบล้านเครื่องทั่วประเทศคือทีวี ทุกด้านโฆษณาไปในทางเดียว คือ โฆษณาว่า ทรัพย์สินนี้ไม่ชอบต้องยึดเท่านั้น และเมื่อยึดแล้วจะเกิดความวุ่นวายต่างๆ ตามมา เป็นการโฆษณาเพื่อที่จะกดดันศาล ชี้นำสังคม และทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง ผ่านเครื่องขยายนับสิบล้านเครื่องรอบศาล ผมจึงได้บอกว่า ได้เกิดความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นแล้วในการพิจารณาคดีนี้ เพราะฉะนั้นก็เหลือแต่การตัดสิน

ซึ่งผมคิดว่า การตัดสินเป็นเรื่องสำคัญ ขณะนี้จะยึดทรัพย์อะไรหรือไม่ จะเกิดอะไรกับคุณทักษิณและครอบครัว หรือคุณทักษิณจะทำอะไรต่อไป ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดในสังคม แต่ประเด็นสำคัญที่สุดในสังคมคือ การตัดสินจะเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือขัดต่อหลักนิติธรรม จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบยุติธรรมและต่อสังคมไทยหลังการตัดสินคดีนี้

เรื่องการทำลายสถานที่ ใช้ความรุนแรงในวันตัดสิน ผมว่าไม่น่าเป็นห่วง ถ้ารัฐบาลป้องกันให้ดีและอย่าสร้างสถานการณ์ ก็คงไม่มีอะไรมาก แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผลตัดสินจะออกมาอย่างไร ถ้าขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่ยุติธรรม จะเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิดกัน คือจะกระทบต่อความเชื่อถือความยุติธรรมของประเทศอย่างรุนแรง ทั้งจากสังคมไทยและประชาคมโลกชนิดที่ยากที่จะกอบกู้กลับมาได้ จะเป็นต้นเหตุสำคัญของความแตกแยกในสังคม ที่หนักหนาสาหัสที่ยากต่อการเยียวยา เนื่องจากผู้คนจำนวนมากอาจไม่หวังพึ่งระบบและกฎหมาย แต่จะหาทางออกวิธีอื่น

จึงอยากจะเรียกร้องนอกจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย โดยเฉพาะพวกที่กดดันศาล สร้างสถานการณ์ สร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามหรือคู่ต่อสู้ทางการเมือง หยุดการกระทำนั้นเสีย โดยเฉพาะรัฐบาล คตส. และพันธมิตรฯกับพรรคการเมืองใหม่ และอยากเรียกร้องให้สังคมหาข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการพิจารณาและการตัดสินคดีนี้อย่างจริงจัง รวมทั้งหาโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสมในโอกาสต่อไป โดยเฉพาะถ้าเห็นว่า มีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ก็ต้องยืนยันว่าประชาชนมีสิทธิที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินก็ได้

ถ้าหากเห็นว่าไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือต้องใช้สติปัญญา ใช้ความรู้ เหตุผล แสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสมเพื่อหาทางแก้ไขปรับปรุงระบบยุติธรรมของประเทศ เพื่อหาทางออกให้กับสังคมแบบสันติวิธี พยายามใช้ความอดทน อดกลั้น ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความไม่ยุติธรรม ควรใช้ความอดทน อดกลั้นและใช้สติปัญญา ใช้เหตุผลในการปรับปรุงระบบยุติธรรมในประเทศนี้ แทนที่จะไปแสดงออกด้วยการใช้ความรุนแรงเล็กๆน้อยๆอะไรก็ตาม ซึ่งจะเป็นเหยื่อของรัฐบาลชุดนี้ เพราะรัฐบาลจะฉวยโอกาสขยายความให้ใหญ่มากขึ้น ทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องของคนเลวร้าย เป็นเรื่องของคนไม่ยอมรับกติกาใดๆและก็จะขยายความ จนคนส่วนใหญ่ลืมประเด็นการตัดสินว่ายุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม

อยากเรียกร้องต่อสังคม และเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย และเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของระบบยุติธรรมของไทย ถ้าไม่สนใจกันอย่างจริงจัง ผลเสียจะตามมาอย่างมาก

ช่วงตอบคำถาม

ผู้สื่อข่าว - กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า จะใช้ช่องทางของศาลโลกในการดำเนินการหากไม่ได้รับความยุติธรรมในคดียึดทรัพย์

จาตุรนต์ - พ.ต.ท.ทักษิณจะใช้วิธีอะไรต่อไป ผมไม่ไห้ความสำคัญ หรือสนใจอะไรเลย แต่กำลังสนใจว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบความยุติธรรมของประเทศ และคนส่วนใหญ่จะทำกันอย่างไรต่อไป เมื่อผลการตัดสินออกมาแล้ว รัฐบาลอาจจะโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ในทางชื่นชมสดุดี ถ้าเขาเห็นว่าตรงกับใจเขา ต้องถามทางศาลว่าทำได้หรือเปล่า และถ้าคนไม่เห็นด้วย จะแสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสมบ้าง ถามว่าทำได้หรือเปล่า ภาพเหตุการณ์อย่างนั้น ภาพเหตุการณ์ที่รัฐบาลจะโหมประโคมข่าวสดุดีชื่นชมกับคำตัดสินไปในทางเดียว และไม่ออกข่าวอีกทางหนึ่งเลย ในขณะที่จำเลยเขาอาจจะอุทธรณ์ต่อมา เท่ากับเป็นการกดดันศาลซ้ำเติมอีก และจะทำให้เกิดความอัดอั้นตันใจให้กับคนที่ต้องการจะแสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่มีโอกาสให้เขาแสดงความคิด มันก็จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ความคิดเห็นที่รุนแรงขึ้น ผมไม่สนใจว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะเอายังไงต่อไป แต่สนใจว่าสังคมไทยจะเอายังไงต่อไป

ผู้สื่อข่าว - หลังวันที่ 26 กุมภาพันธ์เสื้อแดงจะชุมนุม มองว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่

จาตุรนต์ - หลังวันที่ 26 กุมภาฯ ถ้าให้แนะนำประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน ไม่ว่าจะฝ่ายไหน ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร ผมคิดว่า ยังไม่ควรมีการชุมนุมหรือเคลื่อนไหวเร็วไปนัก เพราะการชุมนุมนั้นจะมีจุดอ่อนอย่างสำคัญ อาจจะมีคนที่โกรธแค้นอัดอั้นตันใจ และควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ จนอาจจะขว้างโน้น ปานี้ เกิดเป็นความรุนแรงขึ้น ความรุนแรงนั้นอาจจะบานปลาย ถูกสร้างสถานการณ์ทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นนั้นจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลปัจจุบันนี้อย่างมาก เพราะเขาได้เตรียมแผนไว้หมดแล้วที่จะขยายความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 26 กุมภาพันธ์และจะทำให้เกิดเป็นผลเสียต่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อความเป็นธรรมต่อไป

เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่าควรจะมาตั้งหลักกัน ถ้าฝ่ายที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ฝ่ายที่จะต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในประเทศนี้ ควรจะใช้เวลาสักระยะหนึ่งทำความเข้าใจในเรื่องนี้ว่าเกิดความยุติธรรมขึ้นหรือไม่ มีเหตุมีผลอย่างไรและคิดอย่างไร ก็ชี้แจงต่อประชาชนโดยสันติ โดยยังไม่เคลื่อนไหวชุมนุมอะไรมาก เมื่อตั้งหลักได้ดี เกิดความเข้าใจอย่างดีแล้วสังคมมีความเข้าใจ สังคมเห็นใจ เห็นปัญหาความไม่ยุติธรรม การเคลื่อนไหวที่จะมีต่อไปควรเป็นการเคลื่อนไหวที่ใช้สันติวิธี มุ่งไปที่การทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยและเกิดความยุติธรรม แทนที่จะเป็นเรื่องบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผมยังอยากเห็นการทิ้งช่วงระยะหนึ่ง ก็จะหาทางเสนอต่อผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเสื้อแดงด้วย

ผู้สื่อข่าว - หลังการตัดสินวันที่ 26 ก.พ.แล้ว มองว่าการเมืองและเศรษฐกิจของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

จาตุรนต์ - ขึ้นอยู่กับคำตัดสินและปฏิกิริยาของฝ่ายต่างๆ ที่จะมีต่อคำตัดสิน ขณะนี้เป็นไปได้ทั้งสงบเรียบร้อยราบรื่น และเป็นไปได้ทั้งเกิดความไม่พอใจ เกิดความไม่เชื่อถือต่อระบบยุติธรรมของประเทศ คนไม่มาลงทุน เกิดความขัดแย้งรุนแรงต่อไปในสังคม เป็นไปได้ทั้งนั้น

ฉะนั้นจึงขึ้นกับคำตัดสิน และปฏิกิริยาหลังการตัดสิน โดยเฉพาะบทบาทของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลซ้ำเติมฝ่ายเดิม สร้างสถานการณ์เพิ่มเติมเพื่อทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองเรื่องถึงไม่จบ

ที่มา http://www.prachatai.com/journal/2010/02/27852

หมายเหตุ"มติชนออนไลน์"-เป็นประกาศของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เคยประกาศเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังจากที่อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติและมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประสงค์จะคัดค้านยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกาฯภายใน 30 วันนับแต่ประกาศ

คำร้องดังกล่าว อัยการสูงสุดระบุว่า ทรัพย์สินที่ยื่นคำร้องนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้จากการขายหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน ๑,๔๑๙,๔๙๐,๑๕๐ หุ้น ให้กับกลุ่มเทมาเส็กของ ประเทศสิงคโปร์ดยมีบริษัท ชีดาร์ โฮลดิ้ง จำกัดและ บริษัท แอสแพน โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างด้าวเป็นผู้ซื้อรวมค่าซื้อหุ้นและเงินปันผลและดอกผล เป็นเงิน ๗๖,๖๒๑,๖๐๓,๐๖๑.๐๕ บาท(เจ็ดหมื่นหกพันหกร้อยยี่สิบเอ็ดล้านหกแสนสามพันหกสิบเอ็ดบาทห้าสตางค์)


เพื่อให้สาธารณชนทราบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวก่อนที่ศาลฎีกาฯจะมีคำพิพากษาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 จึงขอนำรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในชื่อบุคคลของ ครอบครัวชินวัตร บริษัทต่างๆ มูลนิธิฯ 20 รายมานำเสนออีกครั้งหนึ่ง ดังนี้

๑. ทรัพย์สินที่มีชื่อนางสาวพินทองทา ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้


๑.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขา ซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๒๘๗-๙ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)

๑.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๒-๓๑๐๘๑-๒ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๑.๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี ๐๐๑-๑-๕๕๑๘๘-๒ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)

๑.๔ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๔๑๕๒๔-๔ จำนวนเงิน ๓๑๑,๐๑๓,๐๙๕.๙๗ บาท (สามร้อยสิบเอ็ดล้านหนึ่งหมื่นสามพันเก้าสิบห้าบาทเก้าสิบเจ็ดสตางค์)

๑.๕ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๖๓๑-๓ จำนวนเงิน ๑๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นสามพันล้านบาทถ้วน)

๑.๖ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๒๒๒-๐ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(สามพันล้านบาทถ้วน)

๑.๗ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBSFF) เลขที่บัญชี ๑๑๑-๘-๐๒๒๖๕๙๑-๖ จำนวนเงิน ๒๑๘,๘๒๓,๙๓๒.๖๐ บาท (สองร้อยสิบแปดล้านแปดแสนสองหมื่นสามพันเก้าร้อยสามสิบสองบาทหกสิบสตางค์)


๒. ทรัพย์สินที่มีชื่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้


๒.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน เลขที่บัญชี ๐๑๔-๑-๑๑๓๐๐-๙ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)

๒.๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพหลโยธิน เลขที่บัญชี ๐๑๔-๒-๔๑๓๓๕-๕ จำนวนเงิน ๓๓,๕๐๒,๔๕๑ บาท (สามสิบสามล้านห้าแสนสองพันสี่ร้อยห้าสิบเอ็ดบาทถ้วน)

๒.๓ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสนิปปอนโกรท (ASP-NFG) เลขประจำตัวผู้ถือหน่วยลงทุน ๙๙๙๙๙๙๐๑๗๔๙๐ บลจ.แอสเซท พลัส จำนวนเงิน ๒๐๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองร้อยสองล้านบาทถ้วน)


๓. ทรัพย์สินที่มีชื่อนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้


๓.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๗๘๑๘๘-๑ จำนวนเงิน ๓๔๐,๐๒๑,๑๔๒.๐๒ บาท (สามร้อยสี่สิบ ล้านสองหมื่นหนึ่งพันหนึ่งร้อยสี่สิบสองบาทสองสตางค์)

๓.๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๑๑๘๘-๙ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๓.๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๓๐๙๕-๖ จำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามพันล้านบาทถ้วน)

๓.๔ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี ๐๐๑-๘-๐๒๕๕๕๐๐-๖ จำนวนเงิน ๗๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (เจ็ดร้อยล้านบาทถ้วน)

๓.๕ หุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ใบหลักทรัพย์เลขที่ ๐๐๑๖๐๑๐๐๐๕๖๒๔๕ จำนวน ๒๘,๙๐๐,๐๐๐ หุ้น

๓.๖ หุ้นบริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ใบหลักทรัพย์เลขที่ ๐๗๔๗๐๑๐๐๐๐๐๑๙๐ จำนวน ๕๗,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น

๓.๗ หุ้นบริษัท เอส ซี แอสเสท คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ใบหลักทรัพย์เลขที่ ๐๐๘๓๐๑๐๐๐๐๘๖๑๐ จำนวน ๑๕,๙๐๐,๐๐๐ หุ้น

รวมจำนวนเงินข้อ ๓.๕ – ๓.๗ เป็นเงิน ๒,๖๘๒,๘๘๗,๕๑๐.๙๙ บาท (สองพันหกร้อยแปดสิบสองล้านแปดแสนแปดหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยสิบบาทเก้าสิบเก้าสตางค์)

๓.๘ เงินที่โอนจากบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย สาขาย่อยเพนนินซูล่า เลขที่บัญชี ๒๐๒-๓-๐๐๕๑๖-๔ จำนวนเงิน ๕๐๒,๑๘๖,๓๐๑.๒๕ บาท (ห้าร้อยสองล้านหนึ่งแสนแปดหมื่นหกพันสามร้อยเอ็ดบาทยี่สิบห้าสตางค์)

๓.๙ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนพหลโยธิน ๘ เลขที่บัญชี ๐๘๔-๓-๐๒๑๑๘-๙ จำนวนเงิน ๒๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(สองร้อยแปดสิบล้านบาทถ้วน)

๓.๑๐ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนพหลโยธิน ๘ เลขที่บัญชี ๐๘๔-๓-๐๒๑๘๗-๔ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน)

๓.๑๑ กองทุนเปิดรวงข้าวธนรัฐ ๐๒๐๘ บี เลขที่บัญชีกองทุน ๐๙๙-๕-๐๔๙๙๘๓๘/๐๓ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)

๓.๑๒ กองทุนเปิดรวงข้าวธนรัฐ ๐๒๐๘ บี เลขที่บัญชีกองทุน ๐๙๙-๕-๐๔๙๙๘๓๘/๐๔ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)

๓.๑๓ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเอ็มบีเค ทาวเวอร์ เลขที่บัญชี ๐๓๖-๒-๐๒๔๐๒-๕ จำนวนเงิน ๑๕,๓๙๐,๐๐๐ บาท(สิบห้าล้านสาม แสนเก้าหมื่นบาทถ้วน)


๔. ทรัพย์สินที่มีชื่อคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้


๔.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๒๗๗๒๒-๒ จำนวนเงิน ๑๘๘,๐๓๗,๕๒๐.๗๕ บาท (หนึ่งร้อย แปดสิบแปดล้านสามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยยี่สิบบาทเจ็ดสิบห้าสตางค์)

๔.๒ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี ๐๐๑-๘-๒๖๖๐๑๖-๖จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๔.๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี๐๐๑-๑-๕๕๐๒๑-๘ จำนวนเงิน ๑,๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันหนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)

๔.๔ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๓๑๖๕-๗ จำนวนเงิน ๑๐๐,๓๖๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านสาม แสนหกหมื่นบาทถ้วน)

๔.๕ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๔๑๒๘-๘ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านบาทถ้วน)

๔.๖ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๐๔๑๒๙-๖ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านบาทถ้วน)

๔.๗ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีสัมพันธ์ เลขที่บัญชี ๐๕๖-๒-๐๐๐๖๕-๑ จำนวนเงิน ๑,๗๘๒,๘๐๓.๘๗ บาท (หนึ่งล้านเจ็ด แสนแปดหมื่นสองพันแปดร้อยสามบาทแปดสิบเจ็ดสตางค์)

๔.๘ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีสัมพันธ์ เลขที่บัญชี ๐๕๖-๒-๑๓๑๕๒-๕ จำนวนเงิน ๕๑๔,๒๒๙.๑๙ บาท (ห้าแสนหนึ่ง หมื่นสี่พันสองร้อยยี่สิบเก้าบาท สิบเก้าสตางค์)

๔.๙ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๓๒๑๑-๐ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (สองแสนบาทถ้วน)

๔.๑๐ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาศรีนครพิงค์ เลขที่บัญชี ๕๔๙-๒-๒๓๒๓๒-๘ จำนวนเงิน ๔๒,๑๒๕.๖๔ บาท (สี่หมื่นสองพันหนึ่งร้อย ยี่สิบห้าบาทหกสิบสี่สตางค์)

๔.๑๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ เลขที่บัญชี ๐๓๘-๓-๐๐๕๗๘-๗ จำนวนเงิน ๕,๐๔๐ บาท (ห้าพันสี่สิบบาทถ้วน)

๔.๑๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว ซอย ๕๙ เลขที่บัญชี ๐๑๐-๑-๐๔๔๙๒-๓ จำนวนเงิน ๔,๖๕๒.๒๐ บาท (สี่พันหกร้อยห้าสิบสองบาทยี่สิบสตางค์)

๔.๑๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี ๐๐๑-๑-๕๔๖๙๐-๐ จำนวนเงิน - บาท

๔.๑๔ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีสัมพันธ์ เลขที่บัญชี ๐๕๖-๓-๐๐๕๐๕-๒ จำนวนเงิน – บาท

๔.๑๕ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๓-๐๒๐๓๐-๑ จำนวนเงิน - บาท

๔.๑๖ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขสวัสดิ์ เลขที่บัญชี ๑๖๔-๒-๒๘๓๘๘-๙ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบล้านบาทถ้วน)

๔.๑๗ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๐-๔๔๘๓๙-๐ จำนวนเงิน ๑๐,๒๘๔,๑๒๗.๘๔ บาท (สิบล้านสองแสนแปดหมื่นสี่ พันหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดบาทแปดสิบสี่สตางค์)

๔.๑๘ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนอโศก-ดินแดง เลขที่บัญชี ๐๕๖-๔-๐๐๗๗๖-๕ จำนวนเงิน - บาท

๔.๑๙ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนอโศก-ดินแดง เลขที่บัญชี ๐๕๖-๔-๐๑๐๔๒-๑ จำนวนเงิน – บาท

๔.๒๐ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๐๑๓-๒-๐๘๒๒๙-๙ จำนวนเงิน

๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

๔.๒๑ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสวนจตุจักร เลขที่บัญชี ๐๖๑-๓-๐๐๐๕๖-๙ จำนวนเงิน ๓๓,๒๑๓.๔๓ บาท (สามหมื่นสามพันสองร้อยสิบ สามบาทสี่สิบสามสตางค์)

๔.๒๒ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราษฎร์บูรณะ เลขที่บัญชี ๗๔๕-๒-๑๖๓๒๘-๙ จำนวนเงิน ๓,๔๙๔,๐๓๓.๖๗ บาท (สามล้านสี่ แสนเก้าหมื่นสี่พันสามสิบสามบาทหกสิบเจ็ดสตางค์)

๔.๒๓ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเพนนินซูล่า เลขที่บัญชี ๒๐๒-๓-๐๐๓๓๐-๐ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบล้านบาทถ้วน)

๔.๒๔ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๑๐๘-๓-๐๙๗๖๑-๓ จำนวนเงิน ๑,๐๑๔,๘๗๗.๓๒ บาท (หนึ่งล้านหนึ่งหมื่นสี่พันแปดร้อยเจ็ดสิบเจ็ดบาทสามสิบสองสตางค์)

๔.๒๕ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๑๐๖๖๒-๓ จำนวนเงิน ๑,๒๕๒.๒๕ บาท (หนึ่งพันสองร้อยห้าสิบสองบาทยี่สิบห้าสตางค์)

๔.๒๖ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยออลซีซั่นเพลส เลขที่บัญชี ๒๖๘-๒-๐๑๑๕๔-๕ จำนวนเงิน ๒๖๗,๓๔๓.๓๗ บาท (สองแสนหกหมื่นเจ็ดพันสามร้อยสี่สิบสามบาทสามสิบเจ็ดสตางค์)


๕. ทรัพย์สินที่มีชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้


๕.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๓๔๒-๒ จำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันล้านบาทถ้วน)

๕.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๒-๓๗๓๔๓-๐ จำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันล้านบาทถ้วน)

๕.๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม เลขที่บัญชี ๐๐๑-๑-๕๕๒๓๒-๕ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๕.๔ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นจูรี่ เลขที่บัญชี ๒๐๘-๑-๐๐๐๒๒-๙ จำนวนเงิน ๙๐๘,๓๘๔,๑๔๓.๘๓ บาท (เก้าร้อยแปดล้านสามแสนแปดหมื่นสี่พันหนึ่งร้อยสี่สิบสามบาทแปดสิบสามสตางค์)

๕.๕ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๓๑๐๐๘-๘ จำนวนเงิน ๖,๑๔๐,๕๘๒.๓๑ บาท (หกล้านหนึ่งแสนสี่หมื่นห้าร้อยแปดสิบสองบาทสามสิบเอ็ดสตางค์)

๕.๖ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๓๐๙๒-๒ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นล้านบาทถ้วน)

๕.๗ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBSFF) เลขที่บัญชี ๐๐๑-๘-๐๒๘๓๐๐๕-๗ จำนวนเงิน ๑,๒๑๘,๑๕๐,๖๘๔.๙๔ บาท (หนึ่งพันสองร้อยสิบแปดล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นหกร้อยแปดสิบสี่บาทเก้าสิบสี่สตางค์)

๕.๘ แคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักนานาเหนือ สั่งจ่าย บจ.ไวท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำนวน ๑๒ ฉบับ จำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามสิบล้านบาท)

๕.๙. ทรัพย์สินที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๒๕๒๐-๓ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ราคา ๒๗,๒๒๗,๒๐๐ บาท (ยี่สิบเจ็ดล้านสองแสนสองหมื่นเจ็ดพันสองร้อยบาทถ้วน)

๕.๑๐. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารัชโยธิน เช็คเลขที่ ๒๐๐๖๐๖๒ จำนวนเงิน ๒๗,๒๒๗,๒๐๐ บาท (ยี่สิบเจ็ดล้านสองแสนสองหมื่นเจ็ดพันสองร้อยบาทถ้วน)


๖. ทรัพย์สินที่มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้

๖.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๑๖๐๔-๑ จำนวนเงิน - บาท

๖.๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๑-๑๒๖๓๒-๑ จำนวนเงิน ๔๖๔,๐๗๘,๔๓๑.๔๙ บาท (สี่ร้อยหกสิบสี่ ล้านเจ็ดหมื่นแปดพันสี่ร้อยสามสิบเอ็ดบาทสี่สิบเก้าสตางค์)

๖.๓ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๐-๖๓๙๓๐-๓ จำนวนเงิน ๘๔,๔๐๒,๑๐๒.๒๙ บาท (แปดสิบสี่ล้านสี่แสนสองพันหนึ่งร้อยสองบาทยี่สิบเก้าสตางค์)

๖.๔ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๓-๐๓๒๒๐-๙ จำนวนเงิน ๒,๗๘๔.๐๘ บาท (สองพันเจ็ดร้อยแปดสิบสี่บาทแปดสตางค์)

๖.๕ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ เลขที่บัญชี ๐๓๘-๒-๐๙๓๑๘-๑ จำนวนเงิน ๗,๑๘๙.๗๓ บาท (เจ็ดพันหนึ่งร้อย แปดสิบเก้าบาทเจ็ดสิบสามสตางค์)

๖.๖ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสำนักงานใหญ่ เลขที่บัญชี ๖๕๐-๐๐๐-๗-๐๐๓๙๘-๒ จำนวนเงิน ๕๐๐บาท (ห้าร้อยบาทถ้วน)

๖.๗ ธนาคารออมสิน สาขาสำนักพหลโยธิน เลขที่บัญชี ๙๖-๙๖๐๒-๒๐-๒๒๔๕๑๑-๔ จำนวนเงิน ๑๕,๖๓๑.๐๙ บาท (หนึ่งหมื่นห้าพันหกร้อยสามสิบ เอ็ดบาทเก้าสตางค์)

๖.๘ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สาขาคลองตัน เลขที่บัญชี ๐๐๑-๒-๐๐๐๐๑-๑ จำนวนเงิน ๑๐,๐๒๕.๐๙ บาท (หนึ่งหมื่นยี่สิบห้าบาทเก้าสตางค์)


๗. ทรัพย์สินที่มีชื่อที่ปรึกษากฎหมายธีรคุปต์ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๗.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขารัชดา-ลาดพร้าว เลขที่บัญชี ๑๗๗-๐-๔๒๑๑๒-๙ จำนวนเงิน ๖๖,๐๖๑.๘๐ บาท (หกหมื่นหกพันหกสิบ เอ็ดบาทแปดสิบสตางค์)

๗.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขารัชดา-ลาดพร้าว เลขที่บัญชี ๑๗๗-๐-๔๒๑๑๒-๙ จำนวนเงิน ๖๖,๐๖๑.๘๐ บาท (หกหมื่นหกพันหกสิบเอ็ดบาทแปดสิบสตางค์)


๘. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท พี ที คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๘.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๐๑๘๕-๕ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๘.๒ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๐๑๓-๑-๒๕๒๖๖-๔ จำนวนเงิน ๑,๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันสามร้อย ล้านบาทถ้วน)


๙. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท เอส ซี ออฟฟิซ พลาซ่า จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๙.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๑๗๐๙-๑ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๙.๒ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขารัชดาภิเษก เลขที่บัญชี ๐๑๔-๓-๐๐๓๓๓-๑ จำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท (หนึ่ง

หมื่นบาทถ้วน)

๙.๓ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขารัชดาภิเษก เลขที่บัญชี ๐๑๔-๒-๐๓๓๕๕-๓ จำนวนเงิน ๙๙๙,๙๙๐,๐๐๐

บาท (เก้าร้อยเก้าสิบเก้าล้าน เก้าแสนเก้าหมื่นบาทถ้วน)


๑๐. ทรัพย์สินที่มีชื่อนางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๑๐.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารัชดา เลขที่บัญชี ๑๐๖-๒-๑๖๑๘๕-๖ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)


๑๑. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท โอ เอ ไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคารและเงินลงทุน ดังต่อไปนี้

๑๑.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๐๑๘๔-๘ จำนวนเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าพันล้านบาทถ้วน)


๑๒. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๑๒.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๐๑๘๙-๗ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๑๒.๒ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานควาย เลขที่บัญชี ๐๑๓-๑-๒๕๒๒๐-๐ จำนวนเงิน ๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สี่ร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๒.๓ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) สาขาสะพานควาย แคชเชียร์เช็ค เลขที่บัญชี ๑๔๒๐๖๒๖-๘ จำนวนเงิน ๖๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(หกร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๒.๔ ธนาคารธนชาต จำกัด(มหาชน) สาขาย่อยเอ็มบีเค ทาวเวอร์ เลขที่บัญชี ๐๓๑-๑-๐๖๔๐๗-๒ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท(สองร้อยล้านบาทถ้วน)


๑๓. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท เอสซีเค เอสเทค จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้

๑๓.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๘๒๑๓๕-๖ จำนวนเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันล้านบาทถ้วน)


๑๔. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท โอ เอ ไอ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๑๔.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๔-๓๒๐๘๗-๖ จำนวนเงิน ๔๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สี่ร้อยสามสิบล้านบาทถ้วน)

๑๔.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๔-๓๒๐๘๗-๖ จำนวนเงิน ๑๘๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดล้านห้า แสนบาทถ้วน)


๑๕. ทรัพย์สินที่มีชื่อมูลนิธิไทยคม เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๑๕.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๓๘๔๕-๑ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน)


๑๖. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท บี.บี.ดี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้

๑๖.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๔-๗๒๔๗๒-๑ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)

๑๖.๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๘๓๔๒๑-๐ จำนวนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน)


๑๗. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท บี.บี.ดี.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๑๗.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๔-๗๐๙๒๘-๔ จำนวนเงิน ๒,๗๗๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบห้าล้านบาทถ้วน)

๑๗.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๔-๗๐๙๒๘-๔ จำนวนเงิน ๖๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หกร้อยยี่สิบห้าล้านบาทถ้วน)


๑๘. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๑๘.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน เลขที่บัญชี ๑๑๑-๒-๘๓๕๐๙-๖ จำนวนเงิน ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (แปดร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๘.๒ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน แคชเชียร์เช็ค เลขที่บัญชี ๒๑๒๒๕๖๔ จำนวนเงิน – บาท วงเงินที่อายัด ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (แปดร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๘.๓ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน แคชเชียร์เช็ค เลขที่บัญชี ๒๑๒๒๕๖๕ จำนวนเงิน – บาท วงเงินที่อายัด ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (แปดร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๘.๔ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักรัชโยธิน แคชเชียร์เช็ค เลขที่บัญชี ๒๑๒๒๕๖๖ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน) วงเงินที่อายัด ๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (แปดร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๘.๕ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเอ็มบีเค ทาวเวอร์ เลขที่บัญชี ๐๓๑-๑-๐๖๗๕๑-๗ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน)

๑๘.๖ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่บัญชี PN-๐๐๑-๐๐๔๑๓๘๕ จำนวนเงิน ๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หกสิบล้านบาทถ้วน)

๑๘.๗ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่บัญชี PN-๐๐๑-๐๐๔๑๓๘๖ จำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าสิบล้านบาทถ้วน)

๑๘.๘ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่บัญชี PN-๐๐๑-๐๐๔๑๓๘๗ จำนวนเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สี่สิบล้านบาทถ้วน)

๑๘.๙ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่บัญชี PN-๐๐๑-๐๐๔๑๓๘๘ จำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามสิบล้านบาทถ้วน)

๑๘.๑๐ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่บัญชี PN-๐๐๑-๐๐๔๑๓๘๙ จำนวนเงิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

๑๙. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท สมพร แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๑๙.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก เลขที่บัญชี ๐๖๐-๒-๖๘๒๓๙-๗ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)


๒๐. ทรัพย์สินที่มีชื่อบริษัท โอเอไอ คอนซัลแตนท์แอนด์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๒๐.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๗๒๕๐๖-๐ จำนวนเงิน ๑๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยสามสิบล้านบาทถ้วน)


๒๑. ทรัพย์สินที่มีชื่อนางบุษบา ดามาพงศ์ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๒๑.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารี เลขที่บัญชี ๑๒๗-๐-๙๑๑๕๗-๙ จำนวนเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สี่สิบล้านบาทถ้วน)


๒๒. ทรัพย์สินที่มีชื่อคณะบุคคล วิวิธวรแชมเบอร์ กระทำการโดยนางปราณี พงษ์สุวรรณ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๒๒.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก เลขที่บัญชี ๐๖๐-๒-๗๗๙๑๒-๘ จำนวนเงิน ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท (สิบสามล้านห้าแสนบาทถ้วน) วงเงินที่อายัด ๑๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบเจ็ดล้านบาทถ้วน)


๒๓. ทรัพย์สินที่มีชื่อนายสมพร พงษ์สุวรรณ เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๒๓.๑ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี เลขที่บัญชี ๑๐๙-๒-๔๕๖๐๓-๕ จำนวนเงิน ๔,๙๘๐,๘๓๒.๑๙ บาท (สี่ล้านเก้าแสนแปดหมื่นแปดร้อยสามสิบสองบาทสิบเก้าสตางค์) วงเงินที่อายัด ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

๒๓.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร เลขที่บัญชี ๑๔๖-๔-๐๕๖๙๕-๙ จำนวนเงิน ๑๕,๔๘๑,๐๐๐ บาท (สิบห้าล้านสี่แสนแปดหมื่นหนึ่งพันบาทถ้วน) วงเงินที่อายัด ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

๒๓.๓ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแฟชั่น ไอส์แลนด์ เลขที่บัญชี ๑๒๐-๒-๘๒๘๔๖-๓ จำนวนเงิน ๒๕,๕๐๑,๗๘๗.๖๗ บาท (ยี่สิบห้าล้านห้าแสนหนึ่งพันเจ็ดร้อยแปดสิบเจ็ดบาทหกสิบเจ็ดสตางค์) วงเงินที่อายัด ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามสิบล้านบาทถ้วน)


๒๔. ทรัพย์สินที่มีชื่อกองทุนแก้ไขปัญหาการจราจร เป็นผู้ครอบครอง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ดังต่อไปนี้


๒๔.๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพาหุรัด เลขที่บัญชี ๑๐๔-๐-๓๕๔๒๐-๙ จำนวนเงิน ๗๐,๘๕๐.๗๙ บาท (เจ็ดหมื่นแปดร้อยห้าสิบบาท เจ็ดสิบเก้าสตางค์)

๒๔.๒ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพาหุรัด เลขที่บัญชี ๑๐๔-๓-๑๑๕๕๘-๑ จำนวนเงิน – บาท


*******************************************************************************

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/23555